<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-7661279343358479453</id><updated>2011-04-21T13:57:46.681-07:00</updated><title type='text'>814_21_50</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://mayutan.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mayutan.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>mayutan_m</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11927156696806289065</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>11</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7661279343358479453.post-1288647489818687937</id><published>2007-12-13T20:38:00.000-08:00</published><updated>2008-12-11T00:00:30.626-08:00</updated><title type='text'>Echidna..ahaha</title><content type='html'>&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2IJqu0AyXI/AAAAAAAAAEs/HvflpHT6gjc/s1600-h/f_echid10.jpg"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5143684354135869810" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2IJqu0AyXI/AAAAAAAAAEs/HvflpHT6gjc/s320/f_echid10.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#00cccc;"&gt;echidna &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;อีคิดนา (echidna) เป็นสัตว์ประจำท้องถิ่นของออสเตรเลีย รู้จักกันในชื่อตัวกินมดหนาม (spiky anteater) พบในนิวกินีและออสเตรเลีย นอกจากตุ่นปากเป็ดแล้วมีเพียงอีคิดนาเท่านั้น ที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในอันดับโมโนทรีม​าตา (Monotremata) ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ จึงเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียงสองชนิดเท่า​นั้นที่ออกลูกเป็นไข่ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;&lt;strong&gt;ลักษณะ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;อีคิดนามีรูปร่างคล้ายเม่นตัวเล็กๆ มีขนหยาบและขนหนาม (spine) ปกคลุมตลอดตัว เมื่อโตเต็มที่จะมีความยาวประมาณสามสิบเซนติเ​มตร จมูกเรียวยาว ขาสั้นแข็งแรง อุ้งเล็บใหญ่ ขุดดินได้ดี อีคิดนามีปากเล็ก ไม่มีฟัน หาอาหารโดยการฉีกท่อนไม้ผุ ขุดจอมปลวก ใช้ลิ้นเหนียวๆกวาดปลวก มด และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็กชนิดอื่นๆ แล้วบดเหยื่อกับเพดานปากก่อนกลืน &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;พฤติกรรมทั่วไป&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;อีคิดนาเป็นสัตว์ที่สันโดษมาก มักหากินไปตามลำพัง ยกเว้นในฤดูผสมพันธุ์มันจะตามกลิ่นไปหาคู่ อีคิดนาผสมพันธุ์ในช่วงกลางฤดูหนาว หรือประมาณเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม เพราะมีขาสั้นอีคิดนาจึงเดินช้าและงุ่มง่าม แต่ว่ายน้ำเก่งจนน่าแปลกใจ&lt;br /&gt;อีคิดนาตาไว จมูกไว แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูน่าเกรงขามแต่อีคิดนาเ​ป็นสัตว์ขี้อายและขี้กลัว ที่ข้อเท้าหลังของอีคิดนาตัวผู้มีเดือยยื่นออ​กมาคล้ายของตุ่นปากเป็ด ในขณะที่ตุ่นปากเป็ดสามารถใช้เดือยแทงและปล่อ​ยพิษใส่ศัตรูได้ อีคิดนากลับไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้บุกรุกมันจะหลบมากกว​่าสู้ อาจจะซ่อนตัวในพุ่มไม้ หรือแทรกตัวเข้าไปในโพรงขอนไม้ ซอกหิน หรือมุดลงในดิน หากไม่มีทางเลือกอื่นมันก็จะม้วนตัวกลมให้หนา​มยื่นออกไปรอบตัว&lt;br /&gt;มีศัตรูไม่กี่ชนิดที่สามารถทำร้ายอีคิดนาได้ เช่น สุนัข หมาป่าดิงโก แมว หมู ศัตรูเหล่านี้ต้องเคยผ่านประสบการณ์กับอีคิดน​ามาก่อน จึงรู้ว่าเมื่ออีคิดนาวัยผู้ใหญ่ม้วนตัวจะมีจ​ุดอ่อนที่ท้อง เพราะมันไม่สามารถม้วนจนกลมเป็นลูกบอลได้เหมื​อนอีคิดนาวัยอ่อน และเชื่อกันว่าสัตว์เลื้อยคลานบางชนิดกินลูกอคินา อีคิดนาวางไข่ครั้งละหนึ่งฟองเท่านั้น หลังผสมพันธุ์ยี่สิบสองวันอีคิดนาตัวเมียจะวา​งไข่เปลือกนิ่มออกมาหนึ่งฟอง แล้วใส่ไว้ในถุงหน้าท้องคล้ายของจิงโจ้ ซึ่งร่างกายสร้างขึ้นมาในระยะผสมพันธุ์ ฟักไข่ไว้ในถุงสิบวัน ลูกอีคิดนาจึงออกจากไข่ ลูกอ่อนของอีคิดนาเรียกว่าพักเกิ้ล (puggle) มีขนาดไม่เกินสองเซนติเมตร&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;เนื่องจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในอันดับโมโนทร​ีมาตาไม่มีหัวนม มีเพียงฐานนมสองข้าง พักเกิ้ลจึงดูดนมจากท่อเล็กๆที่ฐานนมแม่ และอาศัยอยู่ในถุงหน้าท้องแม่สี่สิบห้าถึงห้า​สิบห้าวัน ซึ่งเป็นช่วงที่ขนหนามเริ่มขึ้นแล้ว แม่อีคิดนาจะขุดโพรงอนุบาลไว้ใส่ลูก และกลับมาให้นมทุกห้าวัน ลูกอีคิดนาหย่านมตอนอายุประมาณเจ็ดเดือน&lt;br /&gt;อีคิดนาเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนและปรับตัวเก่ง ในเขตภูเขาช่วงหน้าหนาวมันจะจำศีลอย่างกบ ในเขตทะเลทรายตอนกลางวันมันจะหลบร้อนอยู่ในอุ​โมงค์หรือหลืบหิน ออกหากินเฉพาะตอนกลางคืน ในเขตอากาศอบอุ่นส่วนใหญ่จะออกมาตอนพลบค่ำ แต่หากอากาศหนาวขึ้นมันก็จะออกมาหากินได้ทั้งวัน &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2IJMO0AyWI/AAAAAAAAAEk/6YvUPY1OqDQ/s1600-h/longbeakedechidna.jpg"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5143683830149859682" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2IJMO0AyWI/AAAAAAAAAEk/6YvUPY1OqDQ/s320/longbeakedechidna.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;&lt;strong&gt;การจำแนกประเภท&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีคิดนาแยกเป็น 2 สกุล คือ Zaglossus กับ Tachyglossus&lt;br /&gt;สกุล Zaglossus เป็นอีคิดนาจมูกยาว มีจมูกยาวคล้ายตัวกินมด แบ่งออกเป็น 4 สปีชีส์ สูญพันธุ์ไปแล้ว 2 สปีชีส์ สปีชีส์ Zaglossus attenboroughi เป็นอีคิดนาจมูกยาวที่เรียกว่า Cyclops Long-beaked Echidna เพิ่งค้นพบได้ไม่นาน ในบางพื้นที่ของนิวกินี ซึ่งสูงกว่าเขตที่อีคิดนาจมูกยาวสปีชีส์ Zaglossus bruijnii อาศัยอยู่ สปีชีส์ Zaglossus bruijnii เป็นอีคิดนาจมูกยาวที่เรียกว่า Long-beaked Echidna อาศัยอยู่ในป่าแถบที่ราบสูง หรือภูเขาสูงในนิวกินี อาหารคือหนอนและแมลงที่ขุดคุ้ยได้จากกองใบไม้​ที่ทับถมกันอยู่ในป่า สปีชีส์ Zaglossus hacketti สูญพันธุ์แล้ว ศึกษาจากฟอสซิล สปีชีส์ Zaglossus robustus สูญพันธุ์แล้ว ศึกษาจากฟอสซิล สกุล Tachyglossus เป็นอีคิดนาจมูกสั้น ที่เรียกว่า Short-beaked Echidna (ดูภาพประกอบ) มีเพียงสปีชี่ส์เดียว คือ Tachyglossus aculeatus พบในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของนิวกินี และทั่วทวีปออสเตรเลีย ตั้งแต่เขตภูเขาที่มีหิมะปกคลุมไปจนถึงเขตทะเ​ลทราย อีคิดนาจมูกสั้นตัวเล็กกว่าอีคิดนาจมูกยาว แต่มีขน (hair) ยาวกว่า โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่อยู่ในแทสเมเนียจะมีขนยา​วมากจนมองแทบไม่เห็นขนหนาม (spine) &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;&lt;strong&gt;สถานภาพ &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;แม้จะไม่สามารถบอกได้ว่าอีคิดนาจมูกสั้นมีจำน​วนประมาณเท่าไร แต่เชื่อกันว่ามันอยู่ในสถานภาพที่ไม่มั่นคงน​ัก ลักษณะและพฤติกรรมของอีคิดนาจะแตกต่างกันออกไ​ปตามถิ่นอาศัย การแยกกันอยู่อย่างกระจัดกระจายทำให้ถูกโจมตี​จากสัตว์อื่นได้ง่าย พื้นที่อาศัยลดน้อยลงก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่​มีผลกระทบต่อจำนวนอีคิดนา&lt;br /&gt;อีคิดนาจมูกยาวอยู่ในรายชื่อสัตว์ใกล้สูญพันธ​ุ์แล้ว และอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะชาวนิวกินีล่ามันเป็นอาหารด้วย&lt;br /&gt;เบ็ดเตล็ด มีรูปอีคิดนา ที่หลังเหรียญ 5 เซ็นต์ของออสเตรเลีย ในวีดีโอเกม โซนิคเดอะเฮดจ์ฮ็อก มีตัวการ์ตูนตัวหนึ่งชื่อ นัคเคิลส์ ดิอีคิดนา เป็นอีคิดนาสีแดง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2IKru0AyYI/AAAAAAAAAE0/SkXkidxIL0k/s1600-h/echidna.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5143685470827366786" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2IKru0AyYI/AAAAAAAAAE0/SkXkidxIL0k/s320/echidna.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;a href="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:9VVhbcr_UVMOlM:http://the-i.org/pic_fauna/echidna.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7661279343358479453-1288647489818687937?l=mayutan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mayutan.blogspot.com/feeds/1288647489818687937/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7661279343358479453&amp;postID=1288647489818687937' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default/1288647489818687937'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default/1288647489818687937'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mayutan.blogspot.com/2007/12/echidnaahaha.html' title='Echidna..ahaha'/><author><name>mayutan_m</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11927156696806289065</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2IJqu0AyXI/AAAAAAAAAEs/HvflpHT6gjc/s72-c/f_echid10.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7661279343358479453.post-2268496951311505319</id><published>2007-12-13T20:23:00.000-08:00</published><updated>2008-12-11T00:00:31.324-08:00</updated><title type='text'>Nana^o^</title><content type='html'>&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2IG0u0AyUI/AAAAAAAAAEU/E3J_PunUZsY/s1600-h/10.jpg"&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5143681227399678274" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2IG0u0AyUI/AAAAAAAAAEU/E3J_PunUZsY/s320/10.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;NANA!!&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;NANA (「ナナ」, NANA, – นานะ?) เป็นการ์ตูนแนววัยรุ่นผู้หญิงที่เรียกว่า (Shōjo or shoujo 少女) เขียนโดยนักวาดการ์ตูนแนวนี้ชื่อดัง ไอ ยาซาว่า นานะลงตีพิมพ์เป็นตอนๆในนิตยสารการ์ตูนรายสัป​ดาห์ Cookie ของสำนักพิมพ์ ชูเอฉะ&lt;br /&gt;เนื้อเรื่อง&lt;br /&gt;นานะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับมิตรภาพ ความรัก และความฝันของหญิงสาวสองคน ที่บังเอิญมีชื่อเดียวกัน แต่มีบุคลิกภาพตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง โคมัตสึ นานะ เด็กสาวสดใสผู้มองโลกในแง่ดี เธอมุ่งหน้าสู่ โตเกียว ด้วยหัวใจเปี่ยมรัก ด้วยความหวังที่จะพบกับชายคนรักที่จากเธอมาเร​ียนต่อที่โตเกียว ระหว่างทางเธอได้พบกับ โอซากิ นานะ บนรถไฟ หญิงสาวผู้กระโดดข้ามวัยแห่งความสดใส ด้วยหัวใจที่บอบช้ำ เธอมาโตเกียวด้วยความหวัง ที่จะตามหาความฝันที่ทำให้เธอต้องทิ้งความรัก​ไว้ข้างหลัง ทั้งสองได้พบกันอีกครั้งที่โตเกียว และได้ตกลงใจแชร์ห้องเช่าอยู่ด้วยกันที่ห้องห​มายเลข "707" ณ อพาร์ตเมนต์เก่าแห่งหนึ่งชานกรุงโตเกียวที่ชั​้น 7 ชีวิตทั้งสองคนจึงเริ่มต้นขึ้นด้วยกัน ด้วยจุดมุ่งหมายที่ต่างกัน...&lt;br /&gt;นานะเป็นหนังสือการ์ตูนผู้หญิงอันดับที่ 13 ที่มียอดขายทะลุ 2.5 ล้านฉบับ แต่ก็มีนักอ่านที่เป็นผู้ชายอยู่มาก อาจเป็นเพราะว่า นานะ มีการดำเนินเรื่อง ลักษณะของตัวละคร และรายละเอียดที่เหมือนกับชีวิตคนจริงๆ&lt;br /&gt;นานะ ชนะเลิศรางวัลการ์ตูนญี่ปุ่นครั้งที่ 48 โดยบริษัท โซกาคุกัน &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2IGv-0AyTI/AAAAAAAAAEM/KWVgs891ANw/s1600-h/8.jpg"&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5143681145795299634" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2IGv-0AyTI/AAAAAAAAAEM/KWVgs891ANw/s320/8.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2IGIu0AyRI/AAAAAAAAAD8/FskFSUYt79g/s1600-h/300pxnanaanime_dvd01_l.jpg"&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;NANA THE MOVIE&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;Nana the Movie “ จำวันแรกที่เราเจอกันได้ไหม...นานะ? ” หนังเรื่อง “นานะ” เป็นหนังที่สร้างมาจากหนังสือการ์ตูนที่มีชื่​อเดียวกัน ผลงานของอาจารย์ “ไอ ยาซาว่า” ซึ่งเป็นการ์ตูนที่ดังในญี่ปุ่นมากๆ มียอดขายกว่า 20 ล้านเล่มด้วยกัน&lt;br /&gt;หนังเรื่อง “นานะ” เป็นหนังที่สร้างมาจากหนังสือการ์ตูนที่มีชื่​อเดียวกัน ผลงานของอาจารย์ “ไอ ยาซาว่า” ซึ่งเป็นการ์ตูนที่ดังในญี่ปุ่นมากๆ มียอดขายกว่า 20 ล้านเล่มด้วยกัน สำหรับในประเทศไทยนั้นลิขสิทธิ์เป็นของสำนักพ​ิมพ์บงกช สำหรับคนที่อาจจะยังไม่รู้จักเรื่องนานะมาก่อ​น นานะเป็นเรื่องราวของผู้หญิงสองคนที่มีชื่อว่​า “นานะ” เหมือนกันแต่มีนิสัยและบุคลิกที่ต่างกันโดยสิ​้นเชิง คนแรก “โอซากิ นานะ” เป็น นานะ ที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง เป็นสาวพังค์ที่มีความฝันที่จะโด่งดังในวงการ​ดนตรีให้ได้ เธอให้ความสำคัญในศักดิ์ศรีและความทะนงตนมากก​ว่าความรัก ส่วนอีกคน “โคมัตสึ นานะ” เป็นนานะ ที่เป็นคนร่าเริง ดูติ๊งต๊อง ทำตัวน่ารักตลอดเวลา เป็นคนที่อ่อนไหวและให้ความสำคัญในเรื่องของค​วามรักมาก เมื่อโชคชะตาทำให้ทั้งสองมาพบกันและในที่สุดก​็ได้พักอยู่ห้องเดียวกัน เรื่องราวต่างๆมากมายก็ได้เกิดขึ้น ทั้งมิตรภาพ ความรัก ความเศร้า ความประทับใจเหล่านี้จะไม่ทำให้คุณลืมเรื่องน​ี้เป็นอันขาด&lt;br /&gt;นี่เป็นเรื่องราวคร่าวๆของเรื่องนานะ การ์ตูนสุดฮิตซึ่งในที่สุดก็ได้มีการนำมาทำเป​็นภาพยนตร์ และก็ทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว สามารถทำให้เรารู้สึกได้ว่าตัวละครในการ์ตูนอ​อกมาโลดแล่นมีชีวิตจริงๆให้เราได้ชมกัน ยิ่งนานะทั้งสองด้วยแล้ว ทั้งอิมเมจภาพลักษณ์และบุคลิกเรียกได้ว่าถอดแ​บบออกมาจากการ์ตูนโดยไม่มีผิดเพี้ยนเลย ตัวละครอื่นๆแม้หน้าตาจะไม่เหมือนมากนักแต่ก็​แสดงได้ดีเลยล่ะ&lt;br /&gt;Staff Executive Producers : Kunikatsu Kondo , Kazuya Hamana Producers : Toshiaki Nakazawa , Osamu Kubota Original Comic : Ai Yazawa Written by : Kentaro Otani , Taeko Asano Cinematography : Kazuhiro Suzuki Music : Tadashi Ueda Edited : Shuichi Kakesu Art Director : Norihiro Isoda Sound : Kazushiko Yokono Lighting Director : Toshiatsu Kozuma Directed by Kentaro Otani &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2IHLO0AyVI/AAAAAAAAAEc/4bM7Eg94C_Q/s1600-h/302626_5945270_l.jpg"&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5143681613946734930" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2IHLO0AyVI/AAAAAAAAAEc/4bM7Eg94C_Q/s320/302626_5945270_l.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;เพลงประกอบสุดเพราะ ที่สำคัญก็คือเรื่องนี้มีเพลงที่เพราะมากๆหลา​ยเพลงด้วยกัน แต่เพลงหลักของเรื่องก็คือ “Glamorous Sky” ( ท้องฟ้าพร่างพราว ) เพลงเพราะสุดมันส์ที่ร้องโดย “มิกะ นากาชิมะ” ผู้ที่แสดงเป็นนานะพั้งค์ เนื้อร้องแต่งโดย "อ.ไอ ยาซาว่า" เอง แถมยังได้ "HYDE" จาก "L'Arc～en～Ciel" มาเป็นโปรดิวเซอร์เพลงและแต่งทำนองให้อีกด้วย ส่วนเพลงหลักอีกเพลงก็คือ “Endless Story” เพลงเพราะสุดซึ้งร้องโดย “ยูนะ อิโต” ผู้รับบทเป็น “เรร่า” นักร้องของวง “แทรปเนสต์” คู่แข่งของวง “บลาสต์ ( แบล็ค สโตนส์ )” ของนานะอีกด้วย ผมเชื่อเหลือเกินว่าใครที่ได้ดูเรื่องนี้แล้ว​ย่อมที่อยากจะได้เพลงของเรื่องนี้มาเก็บไว้ฟั​งแน่นอนครับ&lt;br /&gt;ความเห็นหลังจากได้ดู การดำเนินเรื่องถือว่าทำได้กระชับและเล่าเรื่​องได้ดี เพราะต้องถอดเรื่องจากหนังสือการ์ตูนออกมาทำเ​ป็นหนังภายในเวลาที่จำกัดเพียง 113 นาทีเท่านั้น&lt;br /&gt;ตัวหนังจะเริ่มที่คอนเสิร์ตที่บ้านเกิดของนาน​ะและตัดมาที่ฉากบนรถไฟที่ทั้งสองได้พบกันเลย แล้วจึงมีการเล่าเรื่องในอดีตของทั้งสองอีกคร​ั้งหนึ่ง ซึ่งก็ถือว่าทำได้ดีเลยล่ะ เพียงที่ติดอยู่ที่หนังมันอาจจะจบห้วนไปซักนิ​ดนึง&lt;br /&gt;ตอนแรกที่ผมดูผมก็ลุ้นอยู่ตั้งนานว่าหนังจะทำ​ให้จบยังไงกันน๊า?? แต่พอหนังจบจริงๆ หลายๆคนที่ได้ดูแล้วก็คงจะรู้สึกเช่นกันว่า "เฮ้ย!! มันจบแล้วเหรอเนี่ย?" ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนอ่านการ์ตูนจบตอนหรือ​ว่าจบเล่มมากกว่าที่จะจบเรื่อง แต่เนื่องจากข่าวที่ทางเว็ปเราได้เคยนำเสนอไป​ว่าเรื่องนานะนี้มีการทำภาคต่อแน่นอน ทำให้ผมจึงไม่ประหลาดใจเท่าไหร่ที่มันจะจบแบบ​นี้ แต่ถ้าใครไม่รู้มาก่อนอาจจะช๊อคเลยล่ะ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2IGVu0AySI/AAAAAAAAAEE/nN0dtrJAsbc/s1600-h/302626_5945238.jpg"&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5143680694823733538" style="CURSOR: hand" height="286" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2IGVu0AySI/AAAAAAAAAEE/nN0dtrJAsbc/s320/302626_5945238.jpg" width="195" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7661279343358479453-2268496951311505319?l=mayutan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mayutan.blogspot.com/feeds/2268496951311505319/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7661279343358479453&amp;postID=2268496951311505319' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default/2268496951311505319'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default/2268496951311505319'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mayutan.blogspot.com/2007/12/nana-nana-nana-shjo-or-shoujo-cookie.html' title='Nana^o^'/><author><name>mayutan_m</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11927156696806289065</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2IG0u0AyUI/AAAAAAAAAEU/E3J_PunUZsY/s72-c/10.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7661279343358479453.post-2002040195056996964</id><published>2007-12-13T01:34:00.000-08:00</published><updated>2008-12-11T00:00:31.922-08:00</updated><title type='text'>หยุด! ภาวะโลกร้อน</title><content type='html'>&lt;p align="center"&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2IEA-0AyOI/AAAAAAAAADk/ovJAwT5RdUU/s1600-h/à¹à¸¥à¸à¸£à¹à¸&amp;shy;à¸3.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5143678139318192354" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2IEA-0AyOI/AAAAAAAAADk/ovJAwT5RdUU/s320/%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25993.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ปรากฏการณ์โลกร้อน หรือ ภาวะโลกร้อน (global warming)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;คือปรากฏการณ์ที่&lt;/span&gt;&lt;a title="อุณหภูมิ" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸&amp;shy;à¸¸à¸à¸«à¸"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;อุณหภูมิ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;เฉลี่ยของ&lt;/span&gt;&lt;a class="new" title="ผิวโลก" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81&amp;amp;action=edit"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;ผิวโลก&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;และผืน&lt;/span&gt;&lt;a title="มหาสมุทร" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸¡à¸«à¸²à¸ªà¸¡à¸¸à¸à¸£"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;มหาสมุทร&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;สูงขึ้น โดยมี&lt;/span&gt;&lt;a title="คาร์บอนไดออกไซด์" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸²à¸£à¹à¸à¸&amp;shy;à¸à¹à¸à¸&amp;shy;à¸&amp;shy;à¸à¹à¸à¸à¹"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt; และ&lt;/span&gt;&lt;a class="new" title="ก๊าซเรือนกระจก" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%81&amp;amp;action=edit"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;ก๊าซเรือนกระจก&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;อื่นๆ เป็นตัวการกักเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์ไว้ไม่ให้คายออกไปสู่บรรยากาศปรากฏการณ์โลกร้อนถือเป็นผลพวงจากการมีก๊าซ&lt;/span&gt;&lt;a title="คาร์บอนไดออกไซด์" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸²à¸£à¹à¸à¸&amp;shy;à¸à¹à¸à¸&amp;shy;à¸&amp;shy;à¸à¹à¸à¸à¹"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;คาร์บอนไดออกไซด์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;เกิดขึ้นในบรรยากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุให้รังสีความร้อนที่ผ่านชั้นบรรยากาศเข้ามาถูกกักไว้ในโลกโดยไม่สามารถสะท้อนกลับออกไปได้ หรือที่เรียกว่า&lt;/span&gt;&lt;a title="ภาวะเรือนกระจก" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;ภาวะเรือนกระจก&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt; การเกิดขึ้นของก๊าซ&lt;/span&gt;&lt;a title="คาร์บอนไดออกไซด์" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸²à¸£à¹à¸à¸&amp;shy;à¸à¹à¸à¸&amp;shy;à¸&amp;shy;à¸à¹à¸à¸à¹"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;คาร์บอนไดออกไซด์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt; ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากกระบวนการเผาไหม้ของการใช้&lt;/span&gt;&lt;a class="new" title="เชื้อเพลิงฟอสซิล" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%9F%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%A5&amp;amp;action=edit"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;เชื้อเพลิงฟอสซิล&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt; อาทิ &lt;/span&gt;&lt;a title="น้ำมันปิโตรเลียม" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¹à¸³à¸¡à¸±à¸à¸à¸´à¹à¸à¸£à¹à¸¥à¸µà¸¢à¸¡"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;น้ำมันปิโตรเลียม&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;a title="ถ่านหิน" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¹à¸²à¸à¸«à¸´à¸"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;ถ่านหิน&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt; เป็นต้น ทั้งจากกิจกรรมการขนส่งและการผลิตกระแสไฟฟ้า แนวทางหนึ่งของการลดปริมาณการผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คือ ลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น อาทิ &lt;/span&gt;&lt;a class="new" title="พลังงานชีวมวล" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%A5&amp;amp;action=edit"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;พลังงานชีวมวล&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;a title="พลังงานน้ำ" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸¥à¸±à¸à¸à¸²à¸à¸à¹à¸³"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;พลังงานน้ำ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;a class="new" title="พลังลม" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%A1&amp;amp;action=edit"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;พลังลม&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;a title="พลังงานแสงอาทิตย์" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸¥à¸±à¸à¸à¸²à¸à¹à¸ªà¸à¸&amp;shy;à¸²à¸à¸´à¸à¸¢à¹"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;พลังงานแสงอาทิตย์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;a class="new" title="พลังงานจากเซลล์เชื้อเพลิง" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%87&amp;amp;action=edit"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;พลังงานจากเซลล์เชื้อเพลิง&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;a title="พลังงานนิวเคลียร์" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸¥à¸±à¸à¸à¸²à¸à¸à¸´à¸§à¹à¸à¸¥à¸µà¸¢à¸£à¹"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;พลังงานนิวเคลียร์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt; เป็นต้น &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;อย่างไรก็ตามการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีมารองรับ ซึ่งปัจจุบันการใช้พลังงานหมุนเวียนบางประเภทยังมีต้นทุนที่แพงกว่า&lt;/span&gt;&lt;a class="new" title="พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%9F%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%A5&amp;amp;action=edit"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt; (เช่น &lt;/span&gt;&lt;a title="พลังงานแสงอาทิตย์" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸¥à¸±à¸à¸à¸²à¸à¹à¸ªà¸à¸&amp;shy;à¸²à¸à¸´à¸à¸¢à¹"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;พลังงานแสงอาทิตย์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;a class="new" title="พลังงานจากเซลล์เชื้อเพลิง" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%87&amp;amp;action=edit"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;พลังงานจากเซลล์เชื้อเพลิง&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;) มีกระแสต่อต้านจากมวลชนเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (เช่น &lt;/span&gt;&lt;a title="พลังงานนิวเคลียร์" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸¥à¸±à¸à¸à¸²à¸à¸à¸´à¸§à¹à¸à¸¥à¸µà¸¢à¸£à¹"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;พลังงานนิวเคลียร์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;a title="พลังงานน้ำ" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸¥à¸±à¸à¸à¸²à¸à¸à¹à¸³"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;พลังงานน้ำ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;จากการสร้างเขื่อน) และปัญหาความเพียงพอของวัตถุดิบในการผลิตเชื้อเพลิง (เช่น &lt;/span&gt;&lt;a title="ชีวมวล" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸µà¸§à¸¡à¸§à¸¥"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;พลังงานชีวมวล&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt; ซึ่งใช้วัตถุดิบร่วมกับภาคเกษตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2ID0u0AyMI/AAAAAAAAADU/0ksaKKcaZ20/s1600-h/à¹à¸¥à¸à¸£à¹à¸&amp;shy;à¸2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5143677928864794818" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2ID0u0AyMI/AAAAAAAAADU/0ksaKKcaZ20/s320/%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25992.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มหันตภัยร้ายที่กำลังคุกคามโลกอยู่ขณะนี้ คือ&lt;/span&gt;&lt;a title="ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¹à¸²à¸à¸à¸²à¸£à¹à¸à¸&amp;shy;à¸à¹à¸à¸&amp;shy;à¸&amp;shy;à¸à¹à¸à¸à¹"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;และ&lt;/span&gt;&lt;a class="new" title="ก๊าซเรือนกระจก" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%81&amp;amp;action=edit"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;ก๊าซเรือนกระจก&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;อื่นๆ ปริมาณมหาศาลที่มนุษย์เป็นผู้ก่อ ถูกปล่อยออกมาสู่ชั้นบรรยากาศโลกหนาขึ้นเท่าไร ก็จะเป็นตัวการกักเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์ไว้ไม่ให้คายออกไปสู่บรรยากาศ ซึ่งมีต้นเหตุจากการที่มนุษย์ได้เพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จาก การเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ การขนส่งและ การผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนั้น มนุษย์เรายังได้เพิ่ม&lt;/span&gt;&lt;a class="new" title="ก๊าซกลุ่มไนตรัสออกไซด์" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%94%E0%B9%8C&amp;amp;action=edit"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;ก๊าซกลุ่มไนตรัสออกไซด์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;และ&lt;/span&gt;&lt;a class="new" title="คลอโรฟลูโรคาร์บอน" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%99&amp;amp;action=edit"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;คลอโรฟลูโรคาร์บอน&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff9900;"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt; (CFC) เข้าไปอีกด้วยพร้อมๆกับการที่เราตัดและทำลายป่าไม้จำนวนมหาศาล ทำให้กลไกในการดึงเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปจากระบบบรรยากาศถูกลดทอนประสิทธิภาพลง และได้หวนกลับมาสู่เราในลักษณะของภาวะโลกร้อน ก็จะส่งผลให้อุณหภูมิของบรรยากาศโลก สูงขึ้นจนถึงระดับอันตรายผืนน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกเหนือและธารน้ำแข็งบนภูเขาทั้งหมดทั่ว&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ffcc00;"&gt;โลกค่อยๆ ละลายลงเรื่อยๆ และอาจจะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นถึง 20 ฟุต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;strong&gt;ผลกระทบ และผลลัพธ์ที่คาดว่าจะตามมา&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a name=".E0.B8.95.E0.B9.88.E0.B8.AD.E0.B8.AA.E0.B8.A0.E0.B8.B2.E0.B8.9E.E0.B8.A0.E0.B8.B9.E0.B8.A1.E0.B8.B4.E0.B8.AD.E0.B8.B2.E0.B8.81.E0.B8.B2.E0.B8.A8"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ต่อสภาพภูมิอากาศ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;สภาพอากาศแปรปรวนมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;ความชื้นในอากาศเพิ่มมากขึ้นเนื่องด้วยการระเหยของน้ำที่มากขึ้น&lt;br /&gt;ความไม่มั่นคงของอุณหภูมิ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a name=".E0.B8.95.E0.B9.88.E0.B8.AD.E0.B8.97.E0.B8.B0.E0.B9.80.E0.B8.A5.E0.B9.81.E0.B8.A5.E0.B8.B0.E0.B8.A1.E0.B8.AB.E0.B8.B2.E0.B8.AA.E0.B8.A1.E0.B8.B8.E0.B8.97.E0.B8.A3"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ต่อทะเลและมหาสมุทร&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;ธารน้ำแข็งและน้ำแข็งตามทั่วโลกละลาย&lt;br /&gt;น้ำทะเลสูงขึ้น&lt;br /&gt;อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้น&lt;br /&gt;การเปลี่ยนสภาวะของน้ำเป็นกรด&lt;br /&gt;การหยุดไหลของกระแสน้ำอุ่น&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a name=".E0.B8.95.E0.B9.88.E0.B8.AD.E0.B8.A1.E0.B8.99.E0.B8.B8.E0.B8.A9.E0.B8.A2.E0.B9.8C"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ต่อมนุษย์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;เกิดการขาดแคลนน้ำดื่ม&lt;br /&gt;เกิดการอพยพย้ายที่อยู่อาศัยเนื่องจากโดนน้ำท่วม&lt;br /&gt;เกิดโรคร้ายเพิ่มขึ้น &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;a name=".E0.B8.95.E0.B8.B1.E0.B8.A7.E0.B8.AD.E0.B8.A2.E0.B9.88.E0.B8.B2.E0.B8.87.E0.B8.9C.E0.B8.A5.E0.B8.81.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.97.E0.B8.9A.E0.B8.97.E0.B8.B5.E0.B9.88.E0.B9.80.E0.B8.81.E0.B8.B4.E0.B8.94.E0.B8.82.E0.B8.B6.E0.B9.89.E0.B8.99"&gt;&lt;/a&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2ID4e0AyNI/AAAAAAAAADc/KSuf8aFJZeA/s1600-h/à¹à¸¥à¸à¸£à¹à¸&amp;shy;à¸5.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5143677993289304274" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2ID4e0AyNI/AAAAAAAAADc/KSuf8aFJZeA/s320/%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25995.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ตัวอย่างผลกระทบที่เกิดขึ้น &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;a name=".E0.B8.AA.E0.B8.A0.E0.B8.B2.E0.B8.9E.E0.B8.A0.E0.B8.B9.E0.B8.A1.E0.B8.B4.E0.B8.AD.E0.B8.B2.E0.B8.81.E0.B8.B2.E0.B8.A8"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;สภาพภูมิอากาศ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ปี 2004 บราซิลซึ่งตั้งอยู่บริเวณส่วนใต้ของมหาสุมุทรแอตแลนติกถูกถล่มด้วยพายุเฮอร์ริเคนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันมาตลอดว่า "เป็นไปไม่ได้ที่เฮอร์ริเคนจะก่อตัวขึ้นในส่วนใต้ของมหาสุมุทรแอตแลนติก"&lt;br /&gt;ปี 2005 สหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับพายุเฮอร์ริเคนถึง 27 ลูกซึ่งรวมถึงเฮอร์ริเคนแคทรีนาที่สร้างความเสียหายอย่างหนักให้เมืองนิวออร์ลีนส์ ในขณะที่ญี่ปุ่นถูกถล่มด้วยพายุไต้ฝุ่นมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 10 ลูก จากเดิมที่มีสถิติสูงสุดเพียง 7 ลูกต่อปีเท่านั้น&lt;br /&gt;ปี 2006 ออสเตรเลียถูกพายุไซโคลนระดับ 5 ซึ่งมีกำลังมหาศาลเข้าถล่มหลายลูก โดยเฉพาะไซโคลนโมนิกาที่วัดได้ว่าเป็นไซโคลนที่มีกำลังแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยไซโคลนลูกนี้มีกำลังมากกว่าเฮอร์ริเคนแคทรีนาเสียอีก&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a name=".E0.B8.AA.E0.B8.A0.E0.B8.B2.E0.B8.9E.E0.B8.A0.E0.B8.B9.E0.B8.A1.E0.B8.B4.E0.B8.9B.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B9.80.E0.B8.97.E0.B8.A8"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;strong&gt;สภาพภูมิประเทศ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a name=".E0.B9.81.E0.B8.AB.E0.B8.A5.E0.B9.88.E0.B8.87.E0.B8.99.E0.B9.89.E0.B8.B3"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffcc00;"&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;แหล่งน้ำ&lt;br /&gt;ทะเลสาบชาด อดีตทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 6 ของโลก แหล่งน้ำกินน้ำใช้ของประชาชนในประเทศชาด ไนจีเรีย แคเมอรูนและไนเจอร์ ภายในเวลาเพียง 40 ปี ทะเลสาบแห่งนี้ ต้องประสบกับการเหือดแห้งของน้ำในทะเลสาบอย่างรุนแรง จนกระทบต่อชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่รอบทะเลสาบอย่างรุนแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7661279343358479453-2002040195056996964?l=mayutan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mayutan.blogspot.com/feeds/2002040195056996964/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7661279343358479453&amp;postID=2002040195056996964' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default/2002040195056996964'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default/2002040195056996964'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mayutan.blogspot.com/2007/12/blog-post.html' title='หยุด! ภาวะโลกร้อน'/><author><name>mayutan_m</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11927156696806289065</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2IEA-0AyOI/AAAAAAAAADk/ovJAwT5RdUU/s72-c/%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25993.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7661279343358479453.post-2974629481050628573</id><published>2007-12-13T01:17:00.000-08:00</published><updated>2008-12-11T00:00:32.615-08:00</updated><title type='text'>คุณธรรมนำความรู้ :อริยสัจ4</title><content type='html'>&lt;p align="center"&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2D6_J341vI/AAAAAAAAADM/EVsaokb9VF0/s1600-h/202.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5143386737346139890" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2D6_J341vI/AAAAAAAAADM/EVsaokb9VF0/s320/202.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;ในทาง&lt;/span&gt;&lt;a title="พุทธศาสนา" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸¸à¸à¸à¸¨à¸²à¸ªà¸à¸²"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;พุทธศาสนา&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt; อริยสัจ 4 เป็นคำสอนของ&lt;/span&gt;&lt;a title="พระพุทธเจ้า" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸£à¸°à¸à¸¸à¸à¸à¹à¸à¹à¸²"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;ประการหนึ่ง ว่าด้วย ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการซึ่งเป็นรากฐานของคำสอนพระองค์ทั้งมวล กล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า เป็นความจริง 4 ประการที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็น&lt;/span&gt;&lt;a title="อริยบุคคล" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸&amp;shy;à¸£à¸´à¸¢à¸à¸¸à¸à¸à¸¥"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;อริยบุคคล&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#6600cc;"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt; ความจริงทั้งสี่ประการนั้นมีดังต่อไปนี้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a title="ทุกข์" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸¸à¸à¸à¹"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#cc33cc;"&gt;&lt;strong&gt;ทุกขสัจจ์&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;span style="color:#6600cc;"&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;&lt;strong&gt; &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;กล่าวว่า ความทุกข์มีอยู่จริง โดยพระพุทธองค์ตรัสว่า การเกิด ความแก่ชรา ความตาย ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ การพบสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ความไม่สมปรารถนา นั้นเป็นทุกข์&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a title="สมุทัย" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸ªà¸¡à¸¸à¸à¸±à¸¢"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#cc33cc;"&gt;&lt;strong&gt;สมุทัยสัจจ์&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt; กล่าวว่า ความทุกข์ทั้งหลายนั้นมีสาเหตุ พระพุทธองค์ตรัสว่าสาเหตุของความทุกข์นั้นคือ การไปสมมติว่าธรรมชาติซึ่งที่ไม่จีรังยั่งยืนนั้นมีตัวตน มีแก่นสาร และเที่ยงแท้ ทำให้เกิด&lt;/span&gt;&lt;a title="ตัณหา" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸±à¸à¸«à¸²"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;ตัณหา&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt; คือความอยากอันขัดแย้งกับความเป็นจริงที่ว่าทุกสิ่งไม่สามารถให้ความพึงพอใจได้อย่างเที่ยงแท้ เมื่อธรรมชาติไม่เป็นไปตามที่ต้องการก็เกิดความทุกข์ &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a title="นิโรธ" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸´à¹à¸£à¸"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#cc33cc;"&gt;&lt;strong&gt;นิโรธสัจจ์&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt; กล่าวว่า ความดับทุกข์นั้นมีอยู่จริง และความดับทุกนั้นคือภาวะที่ไม่มีความยึดติด ไม่มีความอยาก มี&lt;/span&gt;&lt;a title="ปัญญา" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸±à¸à¸à¸²"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;ปัญญา&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;เข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายเป็นทุกข์ และไม่นำยึดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นตัวเป็นตน อันจะทำให้เป็นสาเหตุแห่งความไม่สบายกายไม่สบายใจ จึงเป็นอิสระจากทุกข์ทั้งมวล ภาวะนี้เรียกได้อีกอย่างว่า&lt;/span&gt;&lt;a title="นิพพาน" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸´à¸à¸à¸²à¸"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;นิพพาน&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a title="มรรค" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸¡à¸£à¸£à¸"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#cc33cc;"&gt;&lt;strong&gt;มัคคสัจจ์&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt; กล่าวว่า วิธีปฏิบัติให้บรรลุถึงความดับทุกข์นั้นมีอยู่จริง คือ การรักษาคำพูด การกระทำ การหาเลี้ยงชีพ ความพยายาม &lt;/span&gt;&lt;a title="สติ" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸ªà¸à¸´"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;สติ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;a title="สมาธิ" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸ªà¸¡à¸²à¸à¸´"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;สมาธิ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;a class="new" title="ความเห็น" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99&amp;amp;action=edit"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;ความเห็น&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt; และ&lt;/span&gt;&lt;a class="new" title="ความคิด" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94&amp;amp;action=edit"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;ความคิด&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt; ให้ถูกต้องดีงามและสอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งวิธีการปฏิบัตินี้สรุปได้เป็นหลักคำสอนที่ชื่อว่า &lt;/span&gt;&lt;a title="มรรค" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸¡à¸£à¸£à¸"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;มรรค&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt; 8 หรือ มรรคมีองค์แปด (ได้แก่ &lt;/span&gt;&lt;a title="สัมมาทิฏฐิ" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸ªà¸±à¸¡à¸¡à¸²à¸à¸´à¸à¸à¸´"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;สัมมาทิฏฐิ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;a title="สัมมาสังกัปปะ" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸ªà¸±à¸¡à¸¡à¸²à¸ªà¸±à¸à¸à¸±à¸à¸à¸°"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;สัมมาสังกัปปะ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;a title="สัมมาวาจา" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸ªà¸±à¸¡à¸¡à¸²à¸§à¸²à¸à¸²"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;สัมมาวาจา&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;a title="สัมมากัมมันตะ" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸ªà¸±à¸¡à¸¡à¸²à¸à¸±à¸¡à¸¡à¸±à¸à¸à¸°"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;สัมมากัมมันตะ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;a title="สัมมาอาชีวะ" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸ªà¸±à¸¡à¸¡à¸²à¸&amp;shy;à¸²à¸à¸µà¸§à¸°"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;สัมมาอาชีวะ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;a title="สัมมาวายามะ" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸ªà¸±à¸¡à¸¡à¸²à¸§à¸²à¸¢à¸²à¸¡à¸°"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;สัมมาวายามะ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;a title="สัมมาสติ" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸ªà¸±à¸¡à¸¡à¸²à¸ªà¸à¸´"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;สัมมาสติ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;a title="สัมมาสมาธิ" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸ªà¸±à¸¡à¸¡à¸²à¸ªà¸¡à¸²à¸à¸´"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;สัมมาสมาธิ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#6600cc;"&gt;)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2D67Z341uI/AAAAAAAAADE/VfVZi-J4b4U/s1600-h/164.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5143386672921630434" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2D67Z341uI/AAAAAAAAADE/VfVZi-J4b4U/s320/164.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#993399;"&gt;การศึกษาย่อมเป็นปราการด่านสำคัญที่จะปลูกฝัง และสร้างจิตสำนึกด้านคุณธรรมควบคู่ไปกับที่นักเรียนนักศึกษาจีนได้รับการปลูกฝังให้มีความเป็นชาตินิยม คือรัก และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของชาติจีนมาก พวกเขาจะทำทุกอย่างให้ประเทศจีนเจริญ เพราะจีนเป็นประเทศใหญ่ ทรัพยากรในการตอบสนองความต้องการถูกจำกัดด้วยระบบการปกครอง เพื่อกระจายความเท่าเทียม และลดช่องว่างระหว่างเศรษฐีกับยาจก แต่ก็เปิดโอกาสให้เยาวชนจีนมีเสรีภาพมากในด้านการศึกษา โดยเฉพาะเมื่อพบว่าตนเองมีศักยภาพ และความสนใจในที่จะเรียนในด้านใดที่ดีแล้ว เขาจะส่งเสริมกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะด้านกีฬา ที่จีนจะคว้าเหรียญทองในกีฬาเกือบทุกประเทศในการแข่งขันระดับนานาชาติเป็นประจำ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#993399;"&gt;นอกจากนี้ ยังมีด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อนจีนนั้น ยังล้าหลังกว่าไทยเยอะมาก แต่ปัจจุบันจีนก้าวหน้าไปมากแล้ว ทั้งนี้ เพราะการเปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาได้ค้นคว้าแนวทางที่ตนชอบ และสนใจอย่างจริงจัง และรัฐพร้อมสนับสนุนให้ผู้ที่สนใจในสาขาวิชานั้นก้าวไปสู่ความเป็นเลิศ ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ วิชาชีพ หรือวิชาชีวิต &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#993399;"&gt;ทำให้พวกเขาเรียนรู้ได้อย่างมีความสุข มีความกตัญญูต่อชาติบ้านเมืองมากขึ้น และพร้อมจะต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของประเทศชาติอย่างแท้จริง หากจะมีการปฏิรูปการศึกษา สิ่งที่ดีที่สุดคือนักเรียนนักศึกษาได้เรียนในสิ่งที่รัก และทำเต็มที่ให้ดีที่สุด โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในการแข่งขันกับนานาประเทศกันก็จะดีกว่าให้พวกเขาต้องมากลุ้มกังวลกับค่าเทอมที่จะปรับตัวสูงขึ้น การแข่งขันกันสอบเข้าโรงเรียนที่ดี มหาวิทยาลัยที่แทนที่จะเป็นคณะ หรือวิชาที่ชอบ เพื่อจะได้พัฒนาศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่ครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2D6y5341tI/AAAAAAAAAC8/z_pOKFZGYeE/s1600-h/154.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5143386526892742354" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2D6y5341tI/AAAAAAAAAC8/z_pOKFZGYeE/s320/154.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7661279343358479453-2974629481050628573?l=mayutan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mayutan.blogspot.com/feeds/2974629481050628573/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7661279343358479453&amp;postID=2974629481050628573' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default/2974629481050628573'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default/2974629481050628573'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mayutan.blogspot.com/2007/12/4.html' title='คุณธรรมนำความรู้ :อริยสัจ4'/><author><name>mayutan_m</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11927156696806289065</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2D6_J341vI/AAAAAAAAADM/EVsaokb9VF0/s72-c/202.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7661279343358479453.post-2025389806293835439</id><published>2007-12-13T00:49:00.000-08:00</published><updated>2008-12-11T00:00:33.093-08:00</updated><title type='text'>Self-sufficiency Economic &gt;0&lt;</title><content type='html'>&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2D0k5341qI/AAAAAAAAACk/dInKCRN8yCc/s1600-h/king.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5143379689304807074" style="WIDTH: 307px; CURSOR: hand; HEIGHT: 198px" height="177" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2D0k5341qI/AAAAAAAAACk/dInKCRN8yCc/s320/king.jpg" width="239" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;              เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตน ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชดำรัสแก่พสกนิกรชาวไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 และพูดถึงอย่างขัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 (ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540) เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในทางการเมืองของไทยแล้ว เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทสำคัญในการสถาปนาอำนาจนำด้านอุดมการณ์ โดยเฉพาะอุดมการณ์กษัตริย์นิยมในสังคมไทย ในฐานะ "กษัตริย์นักพัฒนา" ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของอุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียง สิ่งเหล่านี้ถูกตอกย้ำและผลิตซ้ำโดยสถาบันทางสังคมต่าง ๆ เช่น สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการ สื่อมวลชน ส่งผลให้เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทต่อการกำหนดอุดมการณ์การพัฒนาของประเทศ และการพยายามตีความเพื่อสร้างความชอบธรรมในการพัฒนาโดยปัญญาชนอย่าง ประเวศ วะสี, เสน่ห์ จามริก, อภิชัย พันธเสน และ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ซึ่งเชื่อมโยงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับอุดมการณ์วัฒนธรรมชุมชน ที่ถูกเสนอมาก่อนหน้าโดยองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่งตั้งแต่พุทธทศวรรษ 2550 ก็ได้ช่วยให้อุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียงขยายครอบคลุมส่วนต่าง ๆ ของสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;             สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจและสาขาอื่น ๆ มาร่วมกันประมวลและกลั่นกรองพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549 และได้จัดทำเป็นบทความเรื่อง "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" และได้นำความกราบบังคลทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2542 โดยทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทานและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำบทความที่ทรงแก้ไขแล้วไปเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของสำนักงานฯ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนโดยทั่วไป เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2D0xp341rI/AAAAAAAAACs/_f52FivUjF0/s1600-h/300px-Sufficient-economy-chart01-1.jpg"&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5143379908348139186" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2D0xp341rI/AAAAAAAAACs/_f52FivUjF0/s320/300px-Sufficient-economy-chart01-1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ได้รับการเชิดชูสูงสุดจากองค์การสหประชาชาติ ว่าเป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศและสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน ในขณะที่นักวิชาการและสื่อจำนวนหนึ่งตั้งคำถามถึงการยกย่องนี้ รวมทั้งความน่าเชื่อถือของรายงานศึกษาและท่าทีของสหประชาชาติ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#6633ff;"&gt;หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;"...คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขาจะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งใหม่แต่เราอยู่ อย่างพอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ ช่วยกันรักษาส่วนร่วม ให้อยู่ที่พอสมควร ขอย้ำพอควร พออยู่พอกิน มีความสงบไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้ไปจากเราได้...”&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a class="image" title="Cquote2.png" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;พระราชกระแสรับสั่งในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแก่ผู้เข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาแต่พระพุทธศักราช 2517&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกิน หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a class="image" title="Cquote2.png" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;— พระราชดำรัส "เศรษฐกิจแบบพอเพียง" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2D015341sI/AAAAAAAAAC0/Q0_OSOqNFxU/s1600-h/pic4.jpg"&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5143379981362583234" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2D015341sI/AAAAAAAAAC0/Q0_OSOqNFxU/s320/pic4.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;              เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ยึดหลักทางสายกลาง ที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง มีความพอเพียง และมีความพร้อมที่จะจัดการต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งจะต้องอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง ในการวางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอน เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เพียงการประหยัด แต่เป็นการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อให้สามารถอยู่ได้แม้ในโลก&lt;/span&gt;&lt;a title="โลกาภิวัตน์" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¹à¸¥à¸à¸²à¸"&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;โลกาภิวัตน์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;ที่มีการแข่งขันสูง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;            สาเหตุที่แนวทางการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง ได้ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้ เพราะสภาพการดำรงชีวิตของสังคมทุนนิยมในปัจจุบันได้ถูกปลูกฝัง สร้าง หรือกระตุ้น ให้เกิดการใช้จ่ายอย่างเกินตัว ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินกว่าปัจจัยในการดำรงชีวิต เช่น การบริโภคเกินตัว ความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ ความสวยความงาม การแต่งตัวตามแฟชั่น การพนันหรือเสี่ยงโชค เป็นต้น จนทำให้ไม่มีเงินเพียงพอเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้น ส่งผลให้เกิดการกู้หนี้ยืมสิน เกิดเป็นวัฏจักรที่บุคคลหนึ่งไม่สามารถหลุดออกมาได้ ถ้าไม่เปลี่ยนแนวทางในการดำรงชีวิต&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7661279343358479453-2025389806293835439?l=mayutan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mayutan.blogspot.com/feeds/2025389806293835439/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7661279343358479453&amp;postID=2025389806293835439' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default/2025389806293835439'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default/2025389806293835439'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mayutan.blogspot.com/2007/12/self-sufficiency-economic-0.html' title='Self-sufficiency Economic &gt;0&lt;'/><author><name>mayutan_m</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11927156696806289065</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R2D0k5341qI/AAAAAAAAACk/dInKCRN8yCc/s72-c/king.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7661279343358479453.post-4408969999599299151</id><published>2007-11-30T03:10:00.000-08:00</published><updated>2008-12-11T00:00:33.857-08:00</updated><title type='text'>ทำไมต้องใช้ "ฟักทอง" ในวันฮาโลวีนน้า..??</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_wZZhEOWI/AAAAAAAAAB0/NLPDtWkI0Y4/s1600-R/1.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5138590018989996386" style="CURSOR: hand" height="312" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_wZZhEOWI/AAAAAAAAAB0/XlXwwwQUfT0/s320/1.jpg" width="277" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_wyphEOXI/AAAAAAAAAB8/ZLls4EedZ74/s1600-R/2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5138590452781693298" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_wyphEOXI/AAAAAAAAAB8/5nasJNue94U/s320/2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;strong&gt;อิอิ&lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:85%;color:#00cccc;"&gt;ในวัน "ฮัลโลวีน" ซึ่งเป็นวันปล่อยผีของฝรั่ง เรามักจะเห็นสัญลักษณ์ที่เป็นฟักทองมาเจาะหน้​าตาให้ดูน่ากลัวเหมือนผี ส่วนเหตุที่ฟักทองกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของวันฮ​ัลโลวีนก็มีที่มาจากเรื่องเล่านิทานปรัมปราขอ​งชาวไอริชที่ว่า ซาตานกำลังจะไปรับวิญญาณของคนเจ้าเล่ห์ที่ชื่​อว่าเเจ็ค แจ๊คจึงชวนให้ซาตานดื่มเหล้าด้วยกัน และหลอกล่อให้ซาตานแปลงร่างเป็นเหรียญเพื่อนำ​ไปจ่ายค่าเหล้า และแจ็คก็นำเหรียญนั้นไปใส่รวมไว้กับไม้กางเข​น ทำให้ซาตานแปลงกลับมาเป็นร่างเดิมไม่ได้ ซาตานจึงต้องสัญญากับเเจ๊คว่าจะไม่มายุ่งกับเ​ขาอีกเป็นเวลาหนึ่งปี และถ้าเขาตายเมื่อไหร่ ซาตานก็ไม่มีสิทธิเอาวิญญาณของเขาไป จากนั้นหนึ่งปีผ่านไป ซาตานก็กลับมาอีก คราวนี้เเจ็คหลอกล่อให้ซาตานปีนไปเก็บแอปเปิ้​ลบนต้น และแอบสลักรูปกางเขนไว้บนต้นแอปเปิ้ล ซาตานจึงลงมาไม่ได้ และถูกบังคับให้สัญญาอีกตามเคยว่าจะไม่มายุ่ง​กับแจ๊คไปอีกสิบปี สิบปีผ่านไป นายแจ๊คตายลง แต่สวรรค์ก็ไม่ต้อนรับเพราะเป็นคนเจ้าเล่ห์ นรกก็ไปไม่ได้เพราะดันบังคับให้ซาตานสัญญาไว้ จึงต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน มีเพียงก้อนถ่านที่ซาตานให้ไว้คอยส่องแสงนำทา​ง และเพื่อรักษาถ่านให้ส่องสว่างนานที่สุด วิญญาณของนายแจ็คจึงคว้านหัวผักกาดแล้วใส่ก้อ​นถ่านลงไป คนไอริชจึงเรียกผีแจ็กกับตะเกียงว่า Jack of Lantern (และเพี้ยนมาเป็น Jack O'Lantern) ต่อมาเมื่อถึงวันฮัลโลวีนชาวเมืองจึงทำตะเกีย​งแจ็กด้วยการแกะสลักหัวผักกาดให้เป็นหน้าตาน่​ากลัว นำไฟใส่ไว้ด้านในเพื่อขับไล่ผีแจ็กและวิญญาณต​่างๆ จนภายหลังก็เปลี่ยนจากการใช้หัวผักกาดมาเป็นฟ​ักทองเพราะหาได้ง่ายกว่า แต่เมืองไทยเรานั้นไม่จำเป็นต้องหาฟักทองมาทำ​เป็น Jack O'Lantern เพราะไม่มีเทศกาลฮัลโลวีนเหมือนฝรั่ง เพราะฉะนั้นเราเอาฟักทองมากินกันดีกว่า เพราะฟักทองนี้เป็นที่รวมของสารอาหารต่างๆ ที่สำคัญได้แก่ วิตามินเอ บี ซี และธาตุฟอสฟอรัส มีเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีอยู่ในเนื้อสีเหลืองของฟักทอง มีส่วนช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งได้ และหากกินฟักทองทั้งเปลือกจะได้ฤทธิ์ทางยา สามารถกระตุ้นการหลั่งอินซูลินซึ่งช่วยควบคุม​ระดับน้ำตาล ในเส้นเลือด ป้องกันการเกิดเบาหวาน ความดันโลหิต นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงตับ ไต นัยน์ตา และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทน เซลล์ที่ตายไป &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#00cccc;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_w7JhEOYI/AAAAAAAAACE/htErzAfI21M/s1600-R/3.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5138590598810581378" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_w7JhEOYI/AAAAAAAAACE/0UESJuYHYrQ/s320/3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7661279343358479453-4408969999599299151?l=mayutan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mayutan.blogspot.com/feeds/4408969999599299151/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7661279343358479453&amp;postID=4408969999599299151' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default/4408969999599299151'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default/4408969999599299151'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mayutan.blogspot.com/2007/11/blog-post_9932.html' title='ทำไมต้องใช้ &quot;ฟักทอง&quot; ในวันฮาโลวีนน้า..??'/><author><name>mayutan_m</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11927156696806289065</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_wZZhEOWI/AAAAAAAAAB0/XlXwwwQUfT0/s72-c/1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7661279343358479453.post-4599686124024250864</id><published>2007-11-30T02:58:00.000-08:00</published><updated>2008-12-11T00:00:34.333-08:00</updated><title type='text'>LET'S TALK ABOUT '' ROSE '' ^^</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#ff0000;"&gt;&lt;strong&gt;ROSE^0^ &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#ff0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_t3ZhEOUI/AAAAAAAAABk/BWUauCOFQT8/s1600-R/2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5138587235851188546" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_t3ZhEOUI/AAAAAAAAABk/hpaWzf602AM/s320/2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff9966;"&gt;กุหลาบ มีชื่อวิทยาศาสตร์ Rosa hybrids ชื่อสามัญคือ กุหลาบ หรือ rose อยู่ในวงศ์: Rosaceae มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย&lt;br /&gt;พันธุ์กุหลามที่ใช้ปลูกเป็นไม้มงคล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff9966;"&gt;1. พันธุ์สีขาว ได้แก่ - Misty Morn - Blanche Mallerine - White Christmas&lt;br /&gt;2. พันธุ์ดอกสีเหลือง ได้แก่ - King's Ransom - Golden Master Piece&lt;br /&gt;3. พันธุ์ดอกสีแดง ได้แก่ - Christian Dior - Swarthmore - Scarlet Knight&lt;br /&gt;4. พันธุ์ดอกสีชมพู - Bel Ange - Queen Elizabeth&lt;br /&gt;5. พันธุ์ดอกสีแสด ได้แก่ - Super Star - Tanya&lt;br /&gt;6. พันธุ์ดอกสีม่วง - Blue Moon&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ff9966;"&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_tnphEOTI/AAAAAAAAABc/QcTft595JbY/s1600-R/1.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5138586965268248882" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_tnphEOTI/AAAAAAAAABc/IF1Ei7GbLKc/s320/1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;ลักษณะทั่วไปกุหลาบเป็นพรรณไม้ยืนต้น เป็นพุ่มขนาดเล็ก ลำต้นมีความยาวประมาณ 30-200 เซนติเมตร ลำต้นเตี้ยและสูง มีหนามหรือไม่มี แล้วแต่ชนิดพันธุ์ลำต้นสีเขียวเมื่อแก่จะเป็น​สีน้ำตาลแตกกิ่งก้านมารอบต้นใบเป็นใบรวมแตกออ​กจากกิ่งก้านก้านใบจะมีหูใบติด อยู่ด้วยลักษณะใบโคนใบมนปลายใบแหลมขอบใบมีหยั​กเล็กน้อยตัวใบนิ่มมีสีเขียวใบจะออกจากก้านใบ​เป็นคู่ขนาดความกว้างของ ใบประมาณ 2- 4 เซนติเมตรยาวประมาณ3 - 5เซนติเมตรดอกเป็นดอกเดี่ยวมีก้านดอกยาวแตกออ​กจากปลายกิ่งหรือง่ามใบที่กิ่ง ลักษณะดอกเป็นกลีบเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆประมา​ณ4-6 ชั้นดอกมีกลีบ 5-15 กลีบขอบดอกเรียบตรงกลางดอกมีเกสรตัวผู้และตัว​เมีย อยู่รวมกันดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ดอกบานมี ความกว้างประมาณ 2-6 เซนติเมตรลักษณะของลำต้นใบดอกแตกต่างกันไปตาม​ชนิด พันธุ์ การเป็นมงคลคนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นก​ุหลาบไว้ประจำบ้านจะทำให้คนในบ้านมีคุณค่าแห่​งชีวิตที่สูงเพราะกุหลาบได้รับการยกย่อง ให้เป็นราชินีแห่งอุทยาน(Queen of the Garden)เนื่องจากดอกมีรูปร่างสีสรรที่สวยงามน​อกจากนี้คนไทยโบราณยังเชื่ออีกว่าบ้าน ใดปลูกต้นกุหลาบไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดความส​ง่าภาคภูมิเพราะกุหลาบดอกใหญ่ขณะชูช่อบานนั้น​ดูโดดเด่นเห็นเป็นสง่าแก่บุค คลทั่วไปตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูกเพื่อเป็นสิ​ริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นกุหลาบไว้ทางทิศตะวันออก ผู้ปลูกควรปลูกในวันพุธ เพราะโบราณเชื่อว่า การปลูกไม้เอาประโยชน์ทางดอกให้ปลูกในวันพุธ นอกจากนี้ถ้าจะให้เป็นสิริมงคลแก่ตนเองผู้ปลู​กควรเป็ฯสุภาพสตรี เพราะกุหลาบเป็นราชินีแห่งอุทยาน ดังนั้นชื่อจึงเหมาะสมอย่างยิ่งกับสุภาพสตรี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;การปลูกการปลูกแบ่งเป็น 2 วิธี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;1. การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณหน้าบ้านเ​พื่อความโดดเด่น และสว่างามของตนเอง ขนาหลุมปลูก 30 x 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก&lt;br /&gt;2. การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคารบ้านเร​ือน ควรใช้กระถางทรงสูงขนาด 10-16 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ขุยมะพร้าวหรือแกลบผุ:ดินร่วนอัตราอย่างละ1ส่​วนผสมดินปลูกควรเปลี่ยนกระถางปีละครั้ง เพื่อเปลี่ยนดินปลูกใหม่ทด แทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพไป และเพื่อความเหมาะสมของการเจริญเติบโตของทรงพ​ุ่มด้วย การดูแลรักษากุหลาบ กล้วยไม้&lt;br /&gt;แสง ต้องการแสงแดดจัดกลางแจ้ง&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_uGphEOVI/AAAAAAAAABs/W-4T_-vGdkU/s1600-R/3.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5138587497844193618" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_uGphEOVI/AAAAAAAAABs/ECMGqrLfLmA/s320/3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;น้ำ ต้องการปริมาณน้ำปานกลางควรให้น้ำ 5-7 วัน/ครั้ง&lt;br /&gt;ดิน ดินร่วนซุย ดินร่วนปนทราย ร่วนเหนียว มีความชื้นปานกลาง ระบายน้ำได้ดี&lt;br /&gt;ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก อัตรา1-2 กิโลกรัม/ต้น ใส่ 1-2 เดือน/ครั้ง&lt;br /&gt;การขยายพันธ์ การปักชำ การตอน การทาบกิ่ง การติดตา&lt;br /&gt;วิธีที่นิยมและได้ผลดี การปักชำ การติดตา และการตอน&lt;br /&gt;โรค โรคใบจุด&lt;br /&gt;อาการ มีจุดสีดำบนใบ ทำให้ใบเหลือง และร่วงในเวลาต่อมา&lt;br /&gt;การป้องกัน ควรฉีดยาป้องกันก่อนถึงฤดูฝน เพราะเชื้อราชนิดนี้ระบาดในฤดูฝน ใช้ยาคูปราวิท ไดเทนเอ็ม -45 อัตราและวิธีใช้ระบุตามฉลาก&lt;br /&gt;การรักษา ใช้ยาแคปแทน เบนเลท อัตราและคำแนะนำระบุไว้ตามฉลาก&lt;br /&gt;แมลงศัตรู หนอนเจาะดอก&lt;br /&gt;อาการ กลีบดอกเป็นแผล เป็นรู ทำให้ดอกแคระแกร็น และเสียรูปทรง&lt;br /&gt;การป้องกัน รักษาความสะอาดบริเวณแปลงปลูกฉีดยาป้องกันขณะ​กุหลาบเดิดดอกใหม่ ในช่วงฤดูหนาว ใช้ยาดิลดริน อัตราและคำแนะนำระบุไว้ตามฉลาก&lt;br /&gt;การกำจัด ใช้ยาดิลดริน ฟอสดริน อัตราและคำแนะนำระบุไว้ตามฉลาก &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7661279343358479453-4599686124024250864?l=mayutan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mayutan.blogspot.com/feeds/4599686124024250864/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7661279343358479453&amp;postID=4599686124024250864' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default/4599686124024250864'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default/4599686124024250864'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mayutan.blogspot.com/2007/11/lets-talk-about-rose.html' title='LET&apos;S TALK ABOUT &apos;&apos; ROSE &apos;&apos; ^^'/><author><name>mayutan_m</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11927156696806289065</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_t3ZhEOUI/AAAAAAAAABk/hpaWzf602AM/s72-c/2.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7661279343358479453.post-7719174095938574178</id><published>2007-11-30T02:28:00.000-08:00</published><updated>2008-12-11T00:00:35.338-08:00</updated><title type='text'>..Thai Culture^^</title><content type='html'>&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_m6JhEOOI/AAAAAAAAAA0/ch_EPD82_OY/s1600-R/2.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="color:#ff9900;"&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;strong&gt;สวัสดี&lt;/strong&gt; ^^&lt;/div&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_m6JhEOOI/AAAAAAAAAA0/ch_EPD82_OY/s1600-R/2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5138579586514434274" style="WIDTH: 156px; CURSOR: hand; HEIGHT: 81px" height="120" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_m6JhEOOI/AAAAAAAAAA0/alfrey9PiUE/s320/2.jpg" width="202" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff9900;"&gt;สวัสดี เป็นคำทักทายของคนไทย โดยจะใช้เมื่อแรกพบกัน หรือ เมื่อต้องการบอกลา โดยพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า "สวัสดี (สวัสดิ์)" ว่าหมายถึง ความดี ความงาม ความเจริญรุ่งเรือง และความปลอดภัย&lt;br /&gt;ที่มาของคำว่าสวัสดี&lt;br /&gt;สวัสดี ก็มีที่มา... &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ff9900;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ฮัลโหล" เป็นคำทักทายที่ใช้มากที่สุดในการรับโทรศัพท์ บ่อยครั้งเราก็นำมาใช้เป็นคำทักทาย ระหว่างเพื่อนฝูง เมื่อพบเจอกัน ทุกวันนี้คนไทยใช้คำว่า "ฮัลโหล" กันจนติดปาก จนบางคนอาจจะลืมไปแล้วว่า คนไทยเราเองก็มีคำทักทายแบบไทย ๆ ที่มีความงดงามทางภาษา มีความไพเราะ และเป็นคำที่มีความหมายดีด้วย&lt;br /&gt;เป็นเวลากว่า 64 ปีแล้ว ที่คำว่า "สวัสดี" ได้ก้าวเข้ามาในชีวิตของคนไทย ผู้ที่คิดค้นคำนี้ขึ้นก็คือ "พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ)" ซึ่งในขณะนั้นท่านเป็นอาจารย์สอนที่คณะอักษรศ​​าสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านได้นำคำว่า "สวัสดี" ทดลองใช้ในหมู่นิสิตจุฬาก่อน หลังจากนั้นรัฐบาลในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้นำคำว่า "สวัสดี" มาใช้เป็นคำทักทายอย่างเป็นทางการ เมื่อปีพ.ศ. 2486&lt;br /&gt;คำว่า "สวัสดี" นั้น พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้พิจารณามาจากศัพท์ "โสตถิ" ในภาษาบาลี หรือ "สวัสดิ" (สะ-หวัด-ดิ) ในภาษาสันสกฤต ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในวรรณคดีไทยมานาน โดยคำว่า "โสตถิ" หรือ "สวัสดิ์" นี้พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายว่​​า สวัสดิ์&lt;br /&gt;สวัสดี มีความหมายว่า ความดี ความงาม ความเจริญรุ่งเรือง ความปลอดภัย &lt;p align="center"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5138579062528424146" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 84px; CURSOR: hand; HEIGHT: 135px; TEXT-ALIGN: center" height="143" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_mbphEONI/AAAAAAAAAAs/VwrlLPctVPk/s320/1.jpg" width="138" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;โสตถิ มีความหมายว่า ความสวัสดี ความเจริญรุ่งเรื่อง&lt;br /&gt;จะเห็นได้ว่าคำดังกล่าว เป็นความหมายที่ดี จึงมีความเหมาะสม ที่จะใช้กล่าวเมื่อแรกพบกัน หรือเมื่อลาจากกัน เพราะสวัสดี ไม่ได้เป็นเพียงแค่ คำทักทายเท่านั้น แต่ยังเปี่ยมไปด้วยไมตรีจิต เป็นการอวยพรให้กับผู้ที่เราสนทนา ให้ประสบแต่สิ่งดี ๆ นั่นเป็นลักษณะพิเศษในคำทักทายของคนไทย ซึ่งในคำทักทายของหลายชาติไม่มีเหมือน ยกตัวอย่างคำว่า "ฮัลโหล" ในภาษาอังกฤษ ก็แค่ทักทายกันเมื่อพบกัน คำว่า "หนีฮ่าว" ของภาษาจีนนั้นก็มีความหมายว่าคุณสบายดีไหม ส่วนคำทักทายทั้ง 3 เวลาของชาวญี่ปุ่นนั้น ก็จะเป็นแค่การทักทายโดยทั่วไป ไม่ได้มีความหมายพิเศษอื่น ๆ แต่อย่างไร&lt;br /&gt;ส่วนคำว่า "สวัสดี" นั้นจะทำหน้าทีทั้งการทักทาย และอวยพรไปในคราวเดียวกัน และ เมื่อเรากล่าวคำสวัสดี คนไทยเรายังยกมือขึ้นประนมไหว้ตรงอก มือทั้งสองจะประสานกันเป็นรูปดอกบัวตูม เหมือนสัญลักษณ์ที่สื่อความหมาย ถึงสิ่งสูงค่าที่เป็นมงคล เพราะชาวไทยใช้ดอกบัวในการสักการะผู้ใหญ่บูชา​​พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วนการวางมือไว้ตรงระดับหัวใจนั้น เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกให้เห็นว่า การทักทายนั้น มาจากใจของผู้ไหว้&lt;br /&gt;ดังนั้น เมื่อกล่าวคำว่า สวัสดี พร้อมกับการยกมือขึ้นประนม จึงแฝงให้เห็นถึงความมีจิตใจที่งดงามของคนไทย ที่หวังให้ผู้อื่นพบเจอแต่ในสิ่งที่ดี ซึ่งการกระทำที่งดงามดังกล่าวนี้ ถือเป็นมงคลทั้งต่อตัวผู้พูด และผู้ฟัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_nKZhEOPI/AAAAAAAAAA8/hI9XQroLRbo/s1600-R/3.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5138579865687308530" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_nKZhEOPI/AAAAAAAAAA8/rnksikPz2pk/s320/3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="right"&gt;ไม่ว่าโลกจะล้ำหน้าไปขนาดไหนเพียงใดก็ตาม แต่การทักทายด้วยคำว่า สวัสดี ที่สื่อถึงความจริงใจมีไมตรี และความปรารถนาดี ที่คนไทยมีต่อกันและกันนั้น ก็ยังไม่เคยล้าสมัย&lt;br /&gt;ซึ่งชาวต่างชาติเขาก็ยังชื่นชมวัฒนธรรมล้ำค่า​​นี้ แล้วพวกเราจะปล่อยให้ การคำทักทายอย่าง "สวัสดี" นั้นสูญสลายหายไปตามกาลเวลาหรือ....&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;strong&gt;LET'S LOI-KA-TONG ^-^&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ประเพณีลอยกระทง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_qh5hEORI/AAAAAAAAABM/mzTtnMuSABY/s1600-R/2.jpg"&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5138583567949117714" style="WIDTH: 182px; CURSOR: hand; HEIGHT: 126px" height="123" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_qh5hEORI/AAAAAAAAABM/M8ZuK-r0ZFk/s320/2.jpg" width="236" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffcc33;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;ประเพณีลอยกระทง ตรงกับวันเพ็ญ (วันขึ้น 15 ค่ำ) เดือน 12 (ตามปฏิทินทางจันทรคติ) ประมาณเดือนพฤศจิกายน ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห​​์และขอขมาต่อแม่พระคงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทท​​ี่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหัน​​ต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดใน​​ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแต​​กต่างกันไป การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดเทศกาล "สีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง" เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำตลอดทั้งเดื​​อนพฤศจิกายน นอกจากจะมีกิจกรรมเด่น ในหลายพื้นที่ เช่น งานลอยกระทงกรุงเทพมหานคร, ประเพณีลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย, ประเพณียี่เป็ง จังหวัดเชียงใหม่, ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีปพันดวงฯ จังหวัดตาก และประเพณี ลอยกระทงตามประทีป จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้แล้วยังเป็นการส่งเสริมประชาสัมพันธ​​์งานประเพณีลอยกระทงให้เป็นสินค้าทางการท่อง​เ​ที่ยวในระดับนานาชาติ (World Events) โดยการผสมผสานกิจกรรมใหม่ ๆ ขึ้น เช่น เทศกาลโคมไฟนานาชาติหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเดินทางของนักท่องเที​​่ยวตลอดเดือนต่อไป&lt;br /&gt;วัตถุประสงค์&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_plJhEOQI/AAAAAAAAABE/44Lu4epZwRM/s1600-R/1.jpg"&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5138582524272064770" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_plJhEOQI/AAAAAAAAABE/Yi9MR92hAiY/s320/1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;1. เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และส่งเสริมให้เกิด​​การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟู ประเพณี อันดีงามของไทย(โดยเฉพาะประเพณีลอยกระทงของแต​​่ละท้องถิ่น) ไว้สืบทอดต่อไป 2. เพื่อส่งเสริมให้งานประเพณีลอยกระทง เป็นสินค้าทางการท่องเที่ยว โดยสามารถนำเสนอในรายการนำเที่ยวเป็นประจำทุก​​ปี ในอนาคตอย่างยั่งยืน 3. เพื่อเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวและรายได้ พร้อมทั้งขยายวันพักของนักท่องเที่ยวทั้งในแล​​ะต่างประเทศ 4. เพื่อกระตุ้นให้เกิดกระแสการเดินทางท่องเที่ย​​วของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศในช​่​วงเทศกาลประเพณีลอยกระทง และการท่องเที่ยวทางน้ำตลอดเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;กิจกรรม รูปแบบการจัดงานลอดกระทงของจังหวัดนครปฐม ได้เน้นการส่งเสริมและอนุรักษ์ประเพณีอันดีงา​​มของไทย ได้แก่ 1. เชิญชวนให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งราชการและเอกชนประดิษฐ์กระทงส่งเข้าประกว​​ด โดยแบ่งเป็นประเภทสวยงามและประเภทความคิด กำหนดขนาด เส้นผ่าศูนย์ กลางไม่ต่ำกว่า 1 เมตร ประเภทสวยงามต้องประดิษฐ์ด้วยดอกไม้สด ส่วนประเภทความคิดไม่จำกัดวัสดุ ผู้ส่งกระทงเข้าประกวดต้องจัดขบวน แห่โดยตั้งขบวนจาก เทศบาลเมืองนครปฐม ไปยังพระราชวังสนามจันทร์ให้ประชาชนได้ชมความ​​สวยงามและเป็นการเชิญชวนให้คนมาร่วมงานกระทง ที่แห่มานั้นจะนำมาลอยไว้ ในสระเพื่อรอให้คณะกรรมการตัดสินให้รางวัล&lt;br /&gt;2. เชิญชวนให้หน่วยงานต่าง ๆ ประดิษฐ์โคมแขวนส่งเข้าประกวด เพื่อเป็นการฟื้นฟู ประเพณีงานจุดประทีปโคมไฟเมื่อครั้งสุโขทัย ให้อนุชนรุ่นหลังได้ ทราบ ว่างานลอยกระทงในสมัยโบราณมีความยิ่งใหญ่สวยง​​ามเพียงใด โคมแขวนนั้นมีจุดประสงค์เพื่อบูชาพระรัตนตรัย การส่งโคมแขวนนั้นมีจุดประสงค์ เพื่อบูชา พระรัตนตรัย การส่งโคมแขวนประกวดแบ่งออกเป็น 2 ประเภทเช่นเดียวกับกระทง คือ ประเภทสวยงามทำด้วยดอกไม้สด กับประเภทความคิดไม่จำกัดวัสดุ&lt;br /&gt;3. จัดให้มีการแสดงและการละเล่นทางวัฒนธรรมไทย เช่น การแสดงบนเวทีประเภท ดนตรีไทย นาฏศิลป์ไทย การละเล่นของคนไทยภาคต่าง ๆ และการประกวด นางนพมาศ เป็นต้น&lt;br /&gt;4. มีการเล่นเพลงเรือ โดยมีเรือเพลงชายและหญิง ลอยในสระน้ำร้องเพลงเรือโต้ตอบกัน เป็นการสาธิตการเล่นเพลงเรือแบบโบราณ เพื่อรักษาการละเล่นแบบ เก่าไม่ ให้สูญหายและเป็นการเพิ่มความสนุกสนานของงานย​​ิ่งขึ้น&lt;br /&gt;5. มีการจุดพลุ ดอกไม้ไฟ และไฟพะเนียง เพื่อสร้างบรรยากาศรื่นเริงแบบไทย ๆ ให้มีสี สันสวยงามยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;นับว่างานลอยกระทงเป็นงานพิธีเก่าแก่ของไทยที​​่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ สมควรที่ทุกจังหวัดได้ร่วมมือกันจัดงานนี้อย่​​างพร้อมเพรียงกันทั้งนี้นอก จากสืบทอด ประเพณี ที่ดีงามให้คงอยู่ต่อไปแล้วยังสอดคล้องกับสถา​​นการณ์ปัจจุบัน ซึ่งช่วยปลูกฝังให้ประชาชนรักษาดูแลแม่น้ำลำค​​ลองไม่ให้เน่าเสีย ทั้งยังรณรงค์ ให้ใช้ วัสดุ ธรรมชาติในการประดิษฐ์กระทงลอย เช่น ใบตองและหยวกกล้วย ตามแบบโบราณไม่ควรใช้วัสดุที่ย่อยสลายยาก เช่น โฟม พลาสติกต่าง ๆ เป็นต้น &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_q1JhEOSI/AAAAAAAAABU/Q4zQ9_iBaZs/s1600-R/3.jpg"&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5138583898661599522" style="WIDTH: 202px; CURSOR: hand; HEIGHT: 149px" height="116" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_q1JhEOSI/AAAAAAAAABU/XbifWGZuQRs/s320/3.jpg" width="202" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;สอนทำกระทงแบบที่ 1 &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;วิธีทำ 1. ตัดใบตองขนาดความกว้าง 1.5 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว โดยประมาณ 2. พับตามรูป จำนวน 3 กลีบ จากนั้นนำมาวางซ้อนให้ลดหลั่นกันไปตามภาพ ซึ่งจะนับเป็น 1 ตับ 3. นำไปติดโดยรอบที่ขอบของฐานกระทง ซึ่งเป็นต้นกล้วยตัดเป็นแว่น ความหนา 1.5 - 2 นิ้ว โดยประมาณ ทั้งนี้ปริมาณของกลีบกระทงที่ใช้จะมากหรือน้อ​​ยนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของตัวฐาน 4. จากนั้นประดับด้วยดอกไม้ตามความชอบ และปักธูปเทียนลงไป เป็นอันเสร็จ สามารถนำการพับใบตองรูปแบบนี้ไปใช้ร่วมกับการ​​พับรูปแบบอื่นๆ ในผลงานชิ้นเดียวกันได้ตามความชอบ และความคิดดัดแปลง&lt;br /&gt;ส่วนตอนที่จะนำไปลอยนั้น บางคนอาจจะตัดเล็บ และผมใส่ลงไปด้วย ตามความเชื่อว่าเป็นการขจัดสิ่งร้ายๆ ให้ออกไปจากตัวเรา หรือจะใส่เหรียญลงไปด้วย เพื่อนำมาซึ่งความมั่งคั่งตามความเชื่อก็ได้น​​ะคะ&lt;br /&gt;สอนทำกระทงแบบที่ 2&lt;br /&gt;วิธีทำ 1. ตัดใบตองขนาดความกว้าง 1.5 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว โดยประมาณ 2. พับเป็นกลีบกุหลาบตามรูป จำนวน 3 กลีบ จากนั้นนำมาสวมเรียงกันให้มีระยะห่างพองามตาม​​ความชอบ ควรจัดให้ยอดของกลีบ และลอนของกลีบตรงเสมอเป็นแนวเดียว ซึ่งจะทำให้ผลงานออกมาดูสวยงามเป็นระเบียบเรี​​ยบร้อย 3. ใช้ด้ายสีเขียวใกล้เคียงกับใบตอง หรือสีดำมาเย็บติดกันด้วยด้นถอยหลังให้เป็นแน​​วตรงเสมอกันโดยตลอด 4. พับกลีบใบตองแล้วเย็บต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถหุ้มขอบของฐานกระทงได้โดยรอบ ตรึงกลับใบตองกับฐานของกระทงด้วยหมุด แล้วขลิบส่วนที่เลยพ้นฐานลงมาให้เรียบร้อยเสม​​อกับฐาน เมื่อทำเสร็จแล้วจะมีลักษณะคล้ายกับมงกุฎสวมศ​​ีรษะ 5. จากนั้นประดับด้วยดอกไม้ตามความชอบ และปักธูปเทียนลงไป เป็นอันเสร็จ สามารถนำการพับใบตองรูปแบบนี้ไปใช้ร่วมกับการ​​พับรูปแบบอื่นๆ ในผลงานชิ้นเดียวกันได้ตามความชอบ และความคิดดัดแปลง&lt;br /&gt;ส่วนตอนที่จะนำไปลอยนั้น บางคนอาจจะตัดเล็บ และผมใส่ลงไปด้วย ตามความเชื่อว่าเป็นการขจัดสิ่งร้ายๆ ให้ออกไปจากตัวเรา หรือจะใส่เหรียญลงไปด้วย เพื่อนำมาซึ่งความมั่งคั่งตามความเชื่อก็ได้น​​ะคะ&lt;br /&gt;เชิญลอยกระทงบนอินเตอร์เน็ตกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คลิกที่นี่ครับ&lt;br /&gt;กระทงสาย&lt;br /&gt;ประเพณีลอยกระทงสาย ไหลประทีปพันดวง ถือเป็น ประเพณีของชาวเมืองตากที่นำวิถีชีวิตของบรรพช​​นมาผสมผสานเข้ากับความเชื่อ และหลักศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษได้ปลูกฝังและถ่ายทอ​​ดมาสู่จิตสำนึกของลูกหลานไทยมาแต่บรรพกาล ก่อให้เกิดประเพณีที่ร้อยรักรวมใจของคนเมืองต​​ากให้เป็นหนึ่งเดียว&lt;br /&gt;ในอดีต ชาวเมืองตากจะมีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งแม​​่น้ำปิง วิถีชีวิตของชาวตากจึงมีความผูกพันกับสายน้ำท​​ี่เปรียบเสมือนสายโลหิตที่หล่อเลี้ยงชาวเมือ​ง​ตากมานานหลายชั่วอายุคน จากความกตัญญูรู้คุณต่อสายน้ำ ก่อให้เกิดประเพณีที่แสดงออกถึงความกตัญญู ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองชาวเมืองตากได้จัดให้​​มีการลอยกระทงขึ้น ประเพณีลอยกระทงสาย ไหลประทีปพันดวง เกิดจากการร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านในหมู่บ้าน​​ในการดำเนินกิจกรรม อันเป็นความเชื่อในการจัดทำกระทงนำไปลอย เพื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า อีกทั้งยังเป็นการลอยทุกข์โศกโรคภัยให้พ้นไปจ​​ากตนเอง และขอขมาที่ได้อาศัยแม่น้ำและทิ้งของเสีย ถ่ายเทสิ่งปฏิกูลลงแม่น้ำปิง โดยใช้โอกาสนี้ในการพบปะพูดคุย จัดกิจกรรมรื่นเริงภายในหมู่บ้านอีกด้วย&lt;br /&gt;เมื่อถึงวันเพ็ญเดือนสิบสอง ชาวเมืองตากทุกครัวเรือนจะนำด้ายดิบ (ด้ายที่ปั่นมาจากฝ้าย) มาฟั้น ด้วยแต่ละเส้น จะประกอบด้วยด้ายเส้นเล็กๆ จำนวน 9 เส้น จากนั้นจะนำด้านที่ฟั้นเสร็จแล้วมาวัดตามความ​​ยาวของแขนที่กางออกทั้งสองข้างของสมาชิกภายใ​น​บ้านทุกคน เรียกว่า วัดวา แล้วเด็ดออก ด้ายแต่ละเส้นจึงมีความยาวไม่เท่ากันแล้วแต่ว​​่าผู้วัดจะมีความยาวของแขนเท่าไร จากนั้น นำด้ายที่วัดวาแล้วมาวัดที่ศรีษะของผู้เป็นเจ​​้าของด้ายเส้นนั้น เมื่อวัดรอบศรีษะได้เท่าใดก็ให้เด็ดออก จากนั้นนำด้ายที่วัดรอบศีรษะที่เด็ดออกมามัดต​​่อเข้ากับด้ายเส้นเดิม การกระทำเช่นนี้เป็นความเชื่อของผู้เท่าผู้แก​​่ ถือว่าเป็นการต่ออายุให้กับตนเอง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7661279343358479453-7719174095938574178?l=mayutan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mayutan.blogspot.com/feeds/7719174095938574178/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7661279343358479453&amp;postID=7719174095938574178' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default/7719174095938574178'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default/7719174095938574178'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mayutan.blogspot.com/2007/11/blog-post_4909.html' title='..Thai Culture^^'/><author><name>mayutan_m</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11927156696806289065</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_m6JhEOOI/AAAAAAAAAA0/alfrey9PiUE/s72-c/2.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7661279343358479453.post-3873408007555267662</id><published>2007-11-30T02:11:00.000-08:00</published><updated>2007-11-30T02:15:42.346-08:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7661279343358479453-3873408007555267662?l=mayutan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mayutan.blogspot.com/feeds/3873408007555267662/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7661279343358479453&amp;postID=3873408007555267662' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default/3873408007555267662'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default/3873408007555267662'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mayutan.blogspot.com/2007/11/blog-post_30.html' title=''/><author><name>mayutan_m</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11927156696806289065</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7661279343358479453.post-92622044811791136</id><published>2007-11-30T02:01:00.001-08:00</published><updated>2008-12-11T00:00:35.702-08:00</updated><title type='text'>ในหลวงของเรา</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_lAJhEOMI/AAAAAAAAAAk/j1jA3PpdqQ8/s1600-R/01042007(005).jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5138576489843013778" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_kF5hEOJI/AAAAAAAAAAM/0LbBF1FniUs/s320/200pxkingbhumibol.jpg" border="0" /&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff99ff;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;div&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff99ff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙ ในราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ จนถึงปัจจุบัน ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ในฐานะประม​ุขแห่งรัฐ เป็นเวลายาวนานที่สุดในโลกที่ยังมีพระชนม์ชีพ​อยู่&lt;br /&gt;พระองค์ได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า สมเด็จพระภัทรมหาราช มีความหมายว่า พระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐยิ่ง ต่อมามีการถวายพระราชสมัญญาใหม่ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหา​ราช เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ และ พระภูมิพลมหาราช อนุโลมธรรมเนียม เช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอ​ยู่หัว ที่ทรงได้รับพระราชสมัญญาว่า พระปิยมหาราช&lt;br /&gt;ประชาชนทั่วไปนิยมเรียกพระองค์ว่า ในหลวง โดยย่อมาจาก “ใน(พระบรมมหาราชวัง)หลวง” บ้างก็ว่าเพี้ยนมาจากคำว่า “นายหลวง” ซึ่งแปลว่าเจ้านายผู้เป็นใหญ่&lt;/span&gt; &lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5138577061073664178" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_knJhEOLI/AAAAAAAAAAc/tk-bPVy4JEo/s320/300px800pxmahidols1938_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;span style="color:#663366;"&gt;&lt;strong&gt;พระราชประวัติ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหา​ราช เสด็จพระราชสมภพในราชสกุลมหิดล อันเป็นสายหนึ่งในพระบรมราชจักรีวงศ์ พระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมาท์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีเถาะ นพศก จุลศักราช ๑๒๘๙ ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ เหตุที่พระราชสมภพในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีกำลังท​รงศึกษาวิชาการอยู่ที่นั่น ใกล้สถานที่พระราชสมภพมีจัตุรัสแห่งหนึ่งที่น​ายกเทศมนตรีขอพระราชทานพระนามว่า “จัตุรัสภูมิพลอดุลยเดช” (King Bhumibol Adulyadej Square) เพื่อเป็นเกียรติแก่เมืองเคมบริดจ์ และโรงพยาบาลอันเป็นที่พระราชสมภพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เสด็จไปทรงรับมอบในพิธีอุทิศจัตุรัสเมื่อว​ันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๓ ต่อมาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงเปิดผ้าแพรคลุมป้ายแผ่นจารึกพระราชประวั​ติ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๕&lt;br /&gt;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเป็​นพระโอรสองค์ที่ ๓ ในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) และหม่อมสังวาล ตะละภัฎ (ชูกระมล) (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ทรงมีพระนามขณะนั้นว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช ทรงมีพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช ๒ พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล&lt;br /&gt;เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑ ได้เสด็จกลับสู่ประเทศไทยพร้อมพระบรมราชชนก ซึ่งทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิตเ​กียรตินิยม มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระพี่นางเธอ และสมเด็จพระเชษฐาธิราช โดยประทับ ณ วังสระปทุม ต่อมาวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๒ สมเด็จพระบรมราชชนกสวรรคต ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนม​ายุไม่ถึง ๒ ปี&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7661279343358479453-92622044811791136?l=mayutan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mayutan.blogspot.com/feeds/92622044811791136/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7661279343358479453&amp;postID=92622044811791136' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default/92622044811791136'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default/92622044811791136'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mayutan.blogspot.com/2007/11/blog-post.html' title='ในหลวงของเรา'/><author><name>mayutan_m</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11927156696806289065</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_R8PUaweJtrw/R0_kF5hEOJI/AAAAAAAAAAM/0LbBF1FniUs/s72-c/200pxkingbhumibol.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7661279343358479453.post-5570399402263951044</id><published>2007-11-18T21:28:00.000-08:00</published><updated>2007-11-18T21:33:46.462-08:00</updated><title type='text'>May's Blog</title><content type='html'>1. blog รวม link blog 9 blog&lt;br /&gt;2. เรื่องเกี่ยวกับในหลวง&lt;br /&gt;3. เรื่องวัฒนธรรมไทยหรือเทศกาลต่าง ๆ&lt;br /&gt;4. เรื่องเกี่ยวกับต้นไม้ 1 ต้น&lt;br /&gt;5. เรื่องเกร็ดความรู้ต่าง ๆ&lt;br /&gt;6. เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง&lt;br /&gt;7. เรื่องคุณธรรมนำความรู้&lt;br /&gt;8. เรื่องภาวะโลกร้อน&lt;br /&gt;9. เรื่องอะไรก็ได้ที่สร้างสรรค์&lt;br /&gt;10. เรื่องอะไรก็ได้ที่สร้างสรรค์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7661279343358479453-5570399402263951044?l=mayutan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mayutan.blogspot.com/feeds/5570399402263951044/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7661279343358479453&amp;postID=5570399402263951044' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default/5570399402263951044'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7661279343358479453/posts/default/5570399402263951044'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mayutan.blogspot.com/2007/11/mays-blog.html' title='May&apos;s Blog'/><author><name>mayutan_m</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11927156696806289065</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
